หลายคนเข้าใจผิดว่ารูตรงกลางของ อิฐแดง ทำมาเพื่อลดปริมาณวัสดุและทำให้มัน “เปราะบาง” ลง… แต่ในความเป็นจริง รูเหล่านั้นส่งผลดีต่อ “ความแข็งแรงในการก่อผนัง” และคุณภาพของวัสดุอย่างมาก
ประโยชน์ที่แท้จริงของ “รู” ในอิฐแดง
การออกแบบให้ อิฐแดง มีรู ไม่ใช่เรื่องของลดต้นทุนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นภูมิปัญญาด้านวิศวกรรมวัสดุที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพดังนี้:

- กระบวนการผลิตที่ดีขึ้น (Efficient Firing): ในขั้นตอนการเผา รูเหล่านี้ทำให้อากาศร้อนไหลผ่านได้อย่างทั่วถึง ช่วยให้ อิฐแดง สุกสม่ำเสมอพร้อมกันทั้งก้อนตั้งแต่ข้างในจนถึงข้างนอก ลดการแตกหักภายใน และทำให้ได้อิฐที่มีคุณภาพ สเปก และความแข็งแกร่งสม่ำเสมอกันทุกก้อน
- ลดน้ำหนักโครงสร้าง (Weight Reduction): ทำให้อิฐมีน้ำหนักเบาลง ง่ายต่อการขนย้ายและการทำงานของช่างก่อสร้าง และที่สำคัญคือช่วยลด “น้ำหนักบรรทุกคงที่ (Dead Load)” ของผนังที่จะส่งลงสู่โครงสร้างฐานรากของบ้าน ทำให้โครงสร้างอาคารโดยรวมปลอดภัยขึ้น
แล้วอะไรที่ส่งผลต่อความแข็งแรงของผนังอิฐโดยตรง?
ความแข็งแรงของผนังไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนรู แต่ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลักเหล่านี้:
- คุณภาพของเนื้อดินและวัตถุดิบ: ดินเหนียวที่มีแร่ธาตุเหมาะสมและไม่มีสิ่งเจือปน
- การควบคุมอุณหภูมิและเวลาในการเผา: เผาด้วยความร้อนที่ได้มาตรฐาน ทำให้อิฐแกร่ง ไม่เปราะ
- คุณภาพของปูนก่อ: การผสมปูนก่อและการยึดเกาะระหว่างก้อนอิฐกับเนื้อปูน
- ฝีมือช่างและการเสริมเหล็กยึดผนัง: การเข้ามุม การเสียบหนวดกุ้ง และการเอ็นคสล. ตามมาตรฐานวิศวกรรม
เลือกใช้ประเภทอิฐแดงให้เหมาะสมกับงาน
- อิฐแดงแบบตัน: เหมาะสำหรับงานโครงสร้างที่ต้องรับน้ำหนักมหาศาล เช่น ฐานราก, ผนังรับน้ำหนัก (Load-bearing walls), หรืองานซ่อมแซมโบราณสถาน
- อิฐแดงแบบมีรู/กลวง: เหมาะสำหรับงานก่อผนังทั่วไปทั้งภายในและภายนอก, ชั้นบนของอาคาร, คอนโดมิเนียม, หรือผนังที่ต้องการน้ำหนักเบาและระบายความร้อนได้ดี
ดังนั้น การเลือก อิฐแดง ที่ได้มาตรฐาน มอก. และเหมาะกับประเภทงาน จึงสำคัญกว่าการตัดสินจากจำนวนรูของอิฐเพียงอย่างเดียว สนใจสั่งซื้อหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ LINE : @ITDANG2009 หรือ 082-429-2009